TheraFill

7,900 ฿

อยไทย

หมวดหมู่: ป้ายกำกับ:

คำอธิบาย

TheraFill คืออะไร?

TheraFill เป็นสารเติมเต็มผิวที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงจากประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้คอลลาเจนบริสุทธิ์ชนิด Atelocollagen ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการขจัดสารที่อาจก่อให้เกิดการแพ้ออกไปแล้ว จึงมีความปลอดภัยสูงและเข้ากันได้ดีกับผิวมนุษย์

TheraFill คืออะไร?

ความแตกต่างหลักระหว่าง TheraFill กับฟิลเลอร์ทั่วไป

ฟิลเลอร์ทั่วไป ส่วนใหญ่จะใช้สาร Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งทำหน้าที่เติมปริมาตรและดึงความชื้น แต่อาจไม่ได้กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวมากนัก ในขณะที่ TheraFill นั้นเป็นคอลลาเจนแท้ 100% ที่ไม่เพียงแต่เติมเต็มปริมาตรผิว แต่ยังช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ของร่างกายด้วย ทำให้ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริงและยั่งยืน

มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

สิ่งที่ทำให้ TheraFill โดดเด่นคือการได้รับการรับรองจากหลายองค์กรชั้นนำทั่วโลก ได้แก่

  • US FDA – องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา
  • CE Mark – มาตรฐานยุโรป
  • KFDA – องค์การอาหารและยาของเกาหลีใต้
  • GMP – มาตรฐานการผลิตที่ดี
  • FDA อย.ไทย – องค์การอาหารและยาของไทย

และที่สำคัญที่สุดคือ TheraFill เป็นคอลลาเจนสดเพียงแบรนด์เดียวที่ได้รับการรับรองให้ฉีดบนใบหน้าโดยเฉพาะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

ความพิเศษของ TheraFill

ความพิเศษของ TheraFill 

คอลลาเจนสดที่ต้องเก็บแช่เย็น

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ TheraFill แตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปคือการเป็น “คอลลาเจนสด” ที่ต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิควบคุมที่ 1-25°C ตลอดเวลา เพื่อรักษาความเสถียรและประสิทธิภาพของโปรตีนคอลลาเจน

คลินิกที่มีมาตรฐานจะต้องมีระบบการจัดเก็บที่ถูกต้อง และตรวจสอบอุณหภูมิก่อนการใช้งานทุกครั้ง ดังนั้นก่อนตัดสินใจทำ TheraFill ควรสังเกตและสอบถามคลินิกเกี่ยวกับการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ด้วย

ไม่ต้องทดสอบผิวก่อนการฉีด

ข้อดีสำคัญของ TheraFill คือการที่โครงสร้างคอลลาเจนเข้ากันได้ดีกับร่างกายมนุษย์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องทำ Skin Test ก่อนการฉีด ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก แตกต่างจากคอลลาเจนรุ่นเก่าๆ ที่ต้องทดสอบผิวรอ 2-4 สัปดาห์ก่อนการรักษาจริง

ผสมยาชามาให้พร้อม

TheraFill ผสมยาชา (Lidocaine) มาในตัวผลิตภัณฑ์แล้ว ทำให้กระบวนการฉีดเจ็บน้อยลงอย่างมาก ผู้รับการรักษาจะรู้สึกสบายมากขึ้น และลดความวิตกกังวลสำหรับคนที่กลัวเข็ม

เห็นผลลัพธ์ได้ทันที

การทำงานของ TheraFill แบ่งเป็น 2 ระยะ

  • ระยะแรก (Immediate Effect): เห็นผลทันทีหลังการฉีด ผิวจะดูอิ่มฟู กระชับ และเต่งตึงขึ้นในทันที เนื่องจากคอลลาเจนเข้าไปเติมเต็มปริมาตรในชั้นผิวโดยตรง
  • ระยะที่สอง (Bio-Stimulation Effect): ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังการฉีด คอลลาเจนจะกระตุ้นให้เซลล์ Fibroblast สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ทำให้ผิวได้รับการฟื้นฟูจากภายในอย่างแท้จริง และผลลัพธ์จะดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่

ผลลัพธ์จาก TheraFill สามารถคงอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น

  • อายุและสภาพผิวของผู้รับการรักษา
  • การดูแลตัวเองหลังการรักษา
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ การออกแดด
  • ปริมาณและเทคนิคการฉีด

สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ว่าตัวสารจะถูกดูดซึมไปตามธรรมชาติ แต่คอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่จะช่วยให้ผิวยังคงดูดีอยู่ต่อไป ไม่หย่อนคล้อยกลับไปสู่สภาพเดิมทันที

TheraFill ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

TheraFill ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?
  • เติมเต็มร่องลึก ปรับรูปหน้า: ใช้คอลลาเจนบริสุทธิ์ชนิด Atelocollagen สามารถเข้าไปเติมเต็มร่องลึกต่างๆ บนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เสริมสร้างการกระตุ้นคอลลาเจน: TheraFill จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์ Fibroblast ในชั้นผิวผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผิวได้รับการฟื้นฟูจากภายในอย่างยั่งยืน
  • ผิวกระจ่างใส ผิวแน่น และมีความกระชับขึ้น: ช่วยปรับโครงสร้างผิวให้แข็งแรงและกระชับขึ้นจากภายใน เมื่อคอลลาเจนเข้าไปเติมเต็มและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ผิวจะดูตึงกระชับมากขึ้น รูขุมขนกระชับลงเล็กลง ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและกระจ่างใสขึ้นตามไปด้วย
  • เติมน้ำให้ผิว อิ่มฟู ฉ่ำเด้ง: คอลลาเจนมีคุณสมบัติในการดึงความชุ่มชื้นเข้าสู่ผิว เมื่อ TheraFill ถูกฉีดเข้าไปในชั้นผิว จะช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำของผิว ทำให้ผิวดูอิ่มฟู ชุ่มชื้น และฉ่ำเด้ง ไม่แห้งกร้าน

ใครเหมาะกับ TheraFill? และฉีดจุดไหนได้บ้าง

กลุ่มคนที่เหมาะกับ TheraFill

TheraFill เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหลากหลายประเภท ดังนี้

ใครเหมาะกับ TheraFill? และฉีดจุดไหนได้บ้าง

1. คนที่มีปัญหาผิวบางจนเห็นเส้นเลือด

ผู้ที่มีผิวบางจนสามารถมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวได้ TheraFill จะช่วยเติมเต็มความหนาของชั้นผิว ทำให้ผิวดูแข็งแรงและมีสุขภาพดีขึ้น

2. คนที่ทำเลเซอร์หรือผลัดเซลล์ผิวบ่อยจนผิวบาง

การทำเลเซอร์บางชนิดหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินไปอาจทำให้ผิวบางลงและเสียสมดุล TheraFill ช่วยฟื้นฟูและเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างผิว

3. คนที่มีปัญหาใต้ตาคล้ำและร่องลึก

ร่องลึกใต้ตาที่ทำให้ดูเหนื่อยล้าและโทรมเป็นปัญหาที่หลายคนกังวล TheraFill สามารถเติมเต็มร่องเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ดวงตาดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้น

4. คนที่มีริ้วรอยจากการขยับหน้า

ริ้วรอยที่เกิดจากการยกคิ้ว ขมวดคิ้ว หรือยิ้ม เช่น รอยหน้าผาก รอยระหว่างคิ้ว และ Crow’s feet รอบดวงตา TheraFill ช่วยเติมเต็มริ้วรอยเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. คนที่มีร่องแก้มตื้นที่ทำให้หน้าโทรม

ร่องแก้มที่ชัดเจนขึ้นตามอายุทำให้ใบหน้าดูโทรมและเหนื่อยล้า TheraFill ช่วยเติมเต็มและยกกระชับบริเวณนี้ได้

6. คนที่ต้องการผลลัพธ์รวดเร็วและเป็นธรรมชาติ

ผู้ที่ต้องการเห็นผลทันทีแต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ ไม่อยากให้ใครสังเกตเห็นว่าทำศัลยกรรม TheraFill คือตัวเลือกที่เหมาะสม

จุดที่สามารถฉีด TheraFill ได้

TheraFill ได้รับการรับรองให้ฉีดบนใบหน้าโดยเฉพาะ โดยจุดที่นิยมและให้ผลลัพธ์ดีที่สุด ได้แก่

จุดที่สามารถฉีด TheraFill ได้
  •  บริเวณใต้ตาและรอยคล้ำ: เติมเต็มร่องลึกใต้ตา ลดเงาคล้ำ ทำให้ดวงตาดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้น เหมาะมากสำหรับคนที่มีปัญหา Tear Trough หรือเส้นเลือดใต้ตาคล้ำ
  • รอยย่นระหว่างคิ้วและหน้าผาก: ลดร่องลึกจากการขมวดคิ้วหรือยกคิ้วซ้ำๆ ช่วยให้หน้าดูผ่อนคลาย ไม่ดุ และไม่ดูเครียด
  • ร่องแก้มตื้น: แก้ปัญหาหน้าโทรมจากร่องแก้มที่ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า คืนความอิ่มฟูให้โครงหน้าและลดอายุลงได้อย่างเห็นผล
  • เส้นริ้วเล็กๆ รอบดวงตา: ริ้วรอยจากการยิ้มและหัวเราะที่เกิดขึ้นรอบดวงตา TheraFill เติมแล้วผิวรอบดวงตาดูเนียนนุ่มและอ่อนเยาว์ขึ้น
  • บริเวณริมฝีปากและรอยรอบปาก: เส้นริ้วเล็กๆ รอบปากที่เกิดจากการสูบบุหรี่หรือริ้วหัวเราะ สามารถเติมได้เพื่อให้ริมฝีปากดูเต่งตึงและอ่อนเยาว์
  • คาง: ปรับรูปคางให้ชัดเจนและสมส่วนมากขึ้น หรือเติมเต็มร่องบนคางที่ทำให้ดูแก่

ข้อควรระวังและข้อห้าม

แม้ว่า TheraFill จะมีความปลอดภัยสูง แต่ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ควรทำหรือควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ดังนี้

  • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้คอลลาเจนหรือยาชา Lidocaine
  • ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น Lupus หรือ Rheumatoid Arthritis
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบในบริเวณที่ต้องการฉีด
  • ผู้ที่มีแผลเป็นแบบ Keloid หรือ Hypertrophic Scar
  • ผู้ที่กำลังรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด